ประวัติวัดชลประทานรังสฤษดิ์

on Wednesday, 22 February 2012. Posted in เกี่ยวกับวัด

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ความเป็นมาก่อนจะเป็นวัดชลประทานรังสฤษดิ์

วัดเชิงท่า และ วัดท้ายอ่าว เป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก วัดท้ายอ่าว ชาวบ้านมักนิยมเรียกกันว่า วัดหน้าโบสถ์บ้าง วัดหลวงพ่อเสือบ้าง มีถาวรวัตถุโดยเฉพาะอุโบสถเก่า ซึ่งมีร่องรอยจิตรกรรมฝาผนังด้วย ภายในอุโบสถมีพระประธานที่ชาวบ้านเรียกว่า “ หลวงพ่อโต ” ที่คงสภาพสมบูรณ์ ส่วนวัดเชิงท่า มีที่ธรณีสงฆ์ วัดริมท่า และ วัดคาโมค เป็นที่ตั้ง มีเจดีย์และอุโบสถเก่า ที่คงสภาพสมบูรณ์เช่นกัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนประกาศเป็นโบราณสถาน

วัดเชิงท่า กับ วัดหน้าโบสถ์ ไม่ปรากฏหลักฐานในการสร้างที่ชัดเจน สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางพร้อมกับวัดเชิงเลน (โดยในประวัติของวัดเชิงเลนได้ระบุว่า วัดเชิงเลน ได้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง พร้อมกับวัดเชิงท่า) สันนิษฐานว่า พญาเจ่ง เจ้าพระยามหาโยธา เป็นผู้สร้างขึ้น เจ้าพระยามหาโยธา นามเดิมว่า เจ่ง แปลว่าช้าง เป็นมอญนอก เดิมทำราชการอยู่กับพม่า ได้เป็นเจ้าเมืองเชียงแสนอยู่คราวหนึ่ง มีเชื้อสายสืบกันมาอยู่ในเมืองนครลำปาง แล้วจึงย้ายไปอยู่เมืองเตริน (อังกฤษเรียกว่า อัตรัน) อันเป็นเมืองข้างตอนใต้ ครั้งเมื่อสมัยกรุงธนบุรี พวกมอญนอกถูกพม่ากดขี่เหลือทนเกิดเป็นกบฏขึ้น พญาเจ่ง เป็นหัวหน้าของพวกมอญกบฏคนหนึ่ง รวมกำลังยกขึ้นไปตีเมืองร่างกุ้ง สู้พม่าไม่ได้ก็พากันอพยพครอบครัวเข้ามาพึ่งไทย ในครั้งกรุงธนบุรีจะมีบรรดาศักดิ์อย่างใดไม่ทราบ เมื่อถึงรัชการที่ ๑ ทรงตั้งให้เป็น เจ้าพระยามหาโยธา จางวางกองมอญ ต่อมาได้รบพุ่งพม่ามีความชอบมาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้เลื่อนเป็น เจ้าพระยามหาโยธานราธิบดีศรีพิชัยณรงค์ เป็นผู้สร้างวัดเกาะพญาเจ่ง ซึ่งในประวัติวัดเกาะพญาเจ่ง พญาเจ่ง

เจ้าพระยามหาโยธานราธิบดีศรีพิชัยณรงค์ ได้นิพนธ์เป็นคำกลอนไว้ว่า 

 เสร็จศึก สร้างวัด สลัดบาป แสวงบุญ คือวัดเชิงท่า บางตลาด วัดเกาะบางพูดนุสสรณ์บุญ ”
“ นำพล ๓,๐๐๐ จากรัฐมอญมาพึ่งพระบารมี เมื่อปี ๒๓๑๘ โปรดให้อยู่ที่ปากเกร็ด สามโคก เป็นนายทัพรบศึก ชราสร้างวัดเชิงท่าก่อนวัดเกาะ มตะปี ๒๓๖๕ อายุ ๘๓ ปี 
จึงสันนิษฐานได้ว่า พญาเจ่ง เจ้าพระยามหาโยธานราธิบดีศรีพิชัยณรงค์ เป็นผู้สร้างวัดเชิงท่า ส่วนวัดหน้าโบสถ์ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง สันนิษฐานว่า สร้างในเวลาที่ใกล้เคียงกันกับวัดเชิงท่า

การสร้างวัดชลประทานรังสฤษดิ์

การสร้างเขื่อนเจ้าพระยาของกรมชลประทาน

ต่อ มา พ.ศ.๒๔๙๖ กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยาขึ้น เพื่อประโยชน์ในการกสิกรรมและการคมนาคมทางน้ำ การก่อสร้างเขื่อนใหญ่แห่งนี้ ใช้ที่บริเวณอำเภอเมือง และอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เป็นสถานที่ก่อสร้าง และจำเป็นต้องมีการตระเตรียมงานต่าง ๆ เช่น โรงงานที่จะผลิตซ่อมบำรุงเครื่องมือ เครื่องจักร อู่เรือ ที่พักช่าง พนักงาน และคนงาน ตลอดจนคลังพัสดุเพื่อเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ในการก่อสร้างอีกแห่งหนึ่ง ด้วย รัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินบริเวณตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี พ.ศ.๒๔๙๖ เพื่อเวนคืนที่ดินให้แก่กรมชลประทาน การเวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าว ได้ถูกที่ธรณีสงฆ์ของ วัดเชิงท่าและวัดหน้าโบสถ์

สร้างวัดใหม่เพื่อให้พระภิกษุสามเณรจากวัดเชิงท่าและวัดหน้าโบสถ์

หม่อม หลวงชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน ในขณะนั้น จึงได้นำความกราบเรียนสังฆมนตรี เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นและขอความเห็นชอบ คณะสังฆมนตรี เห็นความจำเป็นของกรมชลประทานที่จะขยายงานให้ได้ประโยชน์แก่ประเทศชาติอัน เป็นส่วนรวม จึงเห็นชอบให้โอนที่ วัดเชิงท่าและวัดหน้าโบสถ์ ให้แก่กรมชลประทาน โดยให้กรมชลประทานจัดสร้างวัดขึ้นใหม่วัดหนึ่ง เพื่อให้พระภิกษุสามเณรทั้งสองวัดไปจำพรรษารวมกัน ซึ่งการดำเนินการให้เป็นหน้าที่ของกรมชลประทานทั้งหมด สาเหตุก็โดยที่กรมชลประทานมีที่ดินด้านทิศตะวันตกติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีวัดเชิงท่ากับวัดหน้าโบสถ์ ขวางอยู่ ทำให้ขยายสถานที่สร้างท่าเรือไม่สะดวก จึงได้แลกเปลี่ยนและย้ายวัดทั้งสองมาสร้างขึ้นใหม่ทางทิศตะวันออก ถนนติวานนท์ที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน การย้ายวัดเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๙ – ๒๕๐๒ จึงเสร็จเรียบร้อย พระภิกษุสงฆ์เข้าจำพรรษาได้ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศรวมวัดทั้งสองเป็นวัดเดียวกัน เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๐๓ โดยวัดที่สร้างขึ้นใหม่นี้ แม้กาลต่อไปภายหน้าก็จะต้องอยู่ในความอุปการะของกรมชลประทาน หม่อมหลวงชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน ในขณะนั้น จึงได้กราบทูล สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) วัดสระเกศ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เพื่อพิจารณาตั้งชื่อวัดขึ้นใหม่ จึงได้นามวัดใหม่ว่า  “ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ” แปลว่า วัดที่กรมชลประทานสร้าง

ดังนั้น วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จึงเป็นการสร้างขึ้นโดยการรวมเอา วัดเชิงท่ากับวัดหน้าโบสถ์ เข้าเป็นวัดเดียวกัน


พิธีเปิดฯ และการแต่งตั้งเจ้าอาวาส - พระปัญญานันทภิกขุ

เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๐๓ ได้มีการทำพิธีเปิดวัดมอบถวายสังฆิกเสนาสนะ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ ได้อ่านพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการย้ายวัดประกาศแก่คณะสงฆ์และประชาชนทั้งปวง ทราบโดยทั่วกัน สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) วัดสระเกศ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ประธานฝ่ายสงฆ์ ได้วางแผ่นศิลาฤกษ์ลงบนฐานชุกชีในอุโบสถ จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ประธานฝ่ายฆราวาส ได้อัญเชิญพระประธานขึ้นประดิษฐานเหนือฐานชุกชี จากนั้น พระธรรมวิสุทธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี ได้อ่านประกาศแต่งตั้ง พระปัญญานันทมุนี (ปัญญานันทภิกขุ) เป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานวิสุงคามสีมา

ครั้น ต่อมา เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๓๖ เมตร ยาว ๕๑ เมตร และได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๐๔


การเปลี่ยนแปลงของวัดเชิงท่าและวัดหน้าโบสถ์ เดิม

อนึ่ง ในส่วนของ วัดเชิงท่าและวัดหน้าโบสถ์ เดิม แม้จะมีการรวมวัดและย้ายมาสร้างใหม่แล้วก็ตาม แต่เนื่องจากกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ทางเทศบาลนครนนทบุรี จึงได้ร่วมกับกรมศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี จัดทำโครงการอนุรักษ์พัฒนา วัดเชิงท่าและวัดหน้าโบสถ์ เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งความรู้ด้านศิลปะโบราณสถาน และได้ย้ายอุโบสถ วัดหน้าโบสถ์ ในเขตพระราชฐานมายังบริเวณวัดเชิงท่า และให้ชื่อใหม่ว่า “ พุทธสถานเชิงท่า – หน้าโบสถ์ ”


ข้อมูลจำเพาะของวัดชลประทานรังสฤษดิ์

ใน ปัจจุบัน ตั้งอยู่เลขที่ ๗๘/๘ หมู่ที่ ๑ ถนนติวานนท์ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๔๙ ไร่ ๒ งาน ๓๙ ตารางวา

ที่ตั้ง
ตั้งอยู่เลขที่ ๗๘/๘ หมู่ที่ ๑ ถนนติวานนท์ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
นิกายสงฆ์
สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
พื้นที่
มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๔๙ ไร่ ๒ งาน ๓๙ ตารางวา

แปลงที่ ๑ โฉนดเลขที่ ๑๓๑๘๐ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๕๘ ตารางวา

แปลงที่ ๒ โฉนดเลขที่ ๓๔๕๙๖ เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๔๖ ตารางวา

แปลงที่ ๓ โฉนดเลขที่ ๔๔๘๗๓ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๗๙ ตารางวา

แปลงที่ ๔ โฉนดเลขที่ ๔๔๘๗๔ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๗๙ ตารางวา

แปลงที่ ๕ โฉนดเลขที่ ๔๔๘๒๙ เนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๓ งาน ๔๖ ตารางวา

แปลงที่ ๖ โฉนดเลขที่ ๔๔๘๓๒ เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๑ งาน ๖๐ ตารางวา

แปลงที่ ๗ โฉนดเลขที่ ๑๙๑๒๒ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๗๒ ตารางวา

มีที่ธรณีสงฆ์ ๓ แปลง เนื้อที่รวม ๑๗ ไร่ ๗๘ ตารางวา

แปลงที่ ๑ โฉนดเลขที่ ๑๐๗๙ เนื้อที่ ๙ ไร่ ๓ งาน

แปลงที่ ๒ โฉนดเลขที่ ๒๓๙๓ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๗๖ ตารางวา

แปลงที่ ๓ โฉนดเลขที่ ๑๐๕๙๒๒ เนื้อที่ ๑ งาน ๒ ตารางวา

อาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ จดหมู่บ้านจัดสรรเกร็ดแก้ว และที่ธรณีสงฆ์วัดกลางเกร็ด

ทิศใต้ จดซอยชูชาติอนุสรณ์

ทิศตะวันออก จดที่ดินของเอกชน

ทิศตะวันตก จดถนนติวานนท์

รายละเอียดอาคารเสนาสนะ
อุโบสถกว้าง ๑๒.๕๐ เมตร ยาว ๓๐.๔๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ประตูและหน้าต่างทำด้วยไม้ แกะสลักเป็นเครื่องหมายดวงตรากรมชลประทาน พื้นปูด้วยหินอ่อน หลังคามุงด้วยกระเบื้อง

ศาลากาเปรียญ กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๖๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทยประยุกต์ หลังคามุงด้วยกระเบื้อง พื้นเป็นหินขัด

กุฏิสงฆ์ จำนวน ๑๒๕ หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ๓ หลัง และเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ๑๒๒ หลัง

ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๑๑ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ประตูและหน้าต่างเป็นกระจกบานเลื่อน

ปูชนียวัตถุ
คือ พระประธานประจำอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง ๘๖ นิ้ว สูง ๑๑๐ นิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ และพระประธานประจำศาลาการเปรียญ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง ๘๖ นิ้ว สูง ๑๑๐ นิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ เป็นพระประธานที่สร้างในคราวเดียวกันกับพระประธานในอุโบสถ

กิจกรรมการเผยแผ่ศาสนาของวัดชลประทานรังสฤษดิ์

การสร้างสถาบันทางการศึกษา

  • ทางวัดจัดให้มีการสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๓ จนถึงปัจจุบัน
  • มีโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๒ ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ตามระเบียบกรมการศาสนาว่าด้วยศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ พ.ศ.๒๕๕๐

 

การเผยแผ่พระธรรม

ทางวัดได้มุ่งเน้นงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นกิจกรรมหลักมาตั้งแต่ต้น กิจกรรมหลัก ๆ ที่วัดได้ดำเนินการ คือ

  • ใน วันปกติธรรมดา ภาคเช้าขณะที่พระภิกษุสามเณรฉันภัตตาหารเช้า จะมีการเปิดเทปธรรมะทุกวัน หลังจากพระภิกษุสามเณรฉันเสร็จแล้ว จะมีการกล่าวธรรมะเสริมก่อนให้พรเป็นภาษาบาลี
  • จัดให้มีการแสดงพระธรรมเทศนาทุกวันพระ ขึ้น-แรม ๘ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ ตลอดปี
  • จัด ให้มีการแสดงปาฐกถาธรรมทุกวันอาทิตย์ นับเป็นแห่งแรกของประเทศ โดยพระเดชพระคุณ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) พิจารณาเห็นว่า ทางราชการไม่ได้กำหนดให้วันพระเป็นวัดหยุดราชการเหมือนอย่างโบราณมา แต่กำหนดเอาวันเสาร์–วันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการ ทำให้พุทธศาสนิกชนไม่สะดวกจะมาบำเพ็ญบุญและฟังธรรมในวันพระได้ จึงเป็นเหตุให้มีผู้เข้าวัดปฏิบัติธรรมน้อย จึงได้จัดกิจกรรมแสดงปาฐกถาธรรมวันอาทิตย์เพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสและดึงพุทธศาสนิกชนที่ว่างจากหน้าที่ได้ใช้วันหยุดให้เป็น ประโยชน์ การแสดงปาฐกถาธรรมก็มุ่งเน้นเพื่อให้เกิดประโยชน์ เข้าใจง่าย สามารถนำหลักธรรมคำสอนไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ จึงทำให้ประชาชนสนใจมาเข้ารับการฟังธรรมมากขึ้นตามลำดับจนเป็นกิจกรรมสำคัญ ของวัดมาจนถึงปัจจุบัน
  • จัดให้พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติธรรม โดยมีสถานที่อบรมกรรมฐานและปฏิบัติธรรม ที่สามารถรองรับผู้ปฏิบัติธรรมได้จำนวนมาก ส่วนมากพุทธศาสนิกชนต่างมีความศรัทธาในปฏิปทาของพระเดชพระคุณ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) ผู้เป็นนักพูดนักแสดงธรรมแห่งยุค เป็นแม่ทัพธรรมฝีปากกล้า ที่ไม่มีรูปไหนเหมือน จึงมีผู้สนใจปฏิบัติธรรมจำนวนมาก
  • จัดให้มีสื่อเผยแผ่หลักธรรมคำสอน ในทางพระพุทธศาสนา เช่น หนังสือ เทปธรรมะ แผ่นซีดีธรรมะ รวมถึงสื่ออื่น ๆ จัดวิทยากรออกไปบรรยายธรรมนอกสถานที่ตามสถานการศึกษา หน่วยงาน สถานที่ราชการ รวมถึงบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ในระดับประเทศได้จัดฝึกอบรมพระธรรมทายาท ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๔ – ๒๕๔๕ โดยมีพระภิกษุจากทั่วประเทศเข้ารับการอบรม เพื่อฝึกฝนพัฒนาคุณภาพ ศักยภาพ วิธีการ เทคนิค ในการแสดงธรรม ให้แก่พระสงฆ์ได้นำไปเป็นแนวทางในการเผยแผ่และพัฒนาในส่วนภูมิภาค

 

การบรรพชา-อุปสมบทหมู่

            กิจกรรม หลักที่สำคัญของวัดในด้านการเผยแผ่ คือ การจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกเดือน โดยมากที่เข้ามาบวชเกิดจากแรงศรัทธาในการแสดงธรรมของพระเดชพระคุณ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) ที่ได้รณรงค์จัดกิจกรรมด้านการเผยแผ่มาตั้งแต่ประกาศตั้งวัด จึงมีกุลบุตรที่สนใจสมัครเข้ารับการบรรพชาอุปสมบทเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้น โดยพิจารณาจากสถิติของผู้สมัครบางเดือนมีจำนวนมากเกินที่ทางวัดจะรับได้ จึงต้องแบ่งเป็น ๒ รุ่น ด้วยปัญหาเรื่องที่พักอาศัยไม่เพียงพอ ผู้ที่บรรพชาอุปสมบทแล้วจะได้รับการอบรมตามหลักสูตรในตารางที่ทางวัดกำหนด โดยการบรรพชาอุปสมบทในแต่ละรุ่น ต้องไม่ต่ำกว่า ๑๕ วันขึ้นไป หากต่ำกว่านั้นทางวัดก็ไม่รับบวช เนื่องจากเห็นว่า ระยะวันเวลาบวชที่น้อยเกินไป ทำให้ผู้ที่เข้ามาบวชไม่ได้รับประโยชน์จากการบวชเท่าที่ควรจะเป็น

          ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ – ๒๕๕๔ ถือว่าเป็นปีมหามงคล ทางวัดได้จัดพิธีบรรพชาอุปสมบทเป็นกรณีพิเศษ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ตลอดทั้งปี ตามมติมหาเถรสมาคม โดยได้เชิญนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด และบุคคลสำคัญมาเป็นประธานในพิธี

โดยในระยะเวลา ๕ ปี ที่ผ่านมา มีผู้เข้ารับการบรรพชาอุปสมบท ดังนี้

ตางรางแสดงจำนวนกุลบุตรผู้เข้ารับการบรรพชา-อุปสมบทในแต่ละปี แยกรายละเอียดตามเดือน
รวม ๗๗ ๔๗๐ ๓๘๖ ๕๗๓ ๘๖๐ ๕๓๖ ๔๕๖ ๑๗ ๑๐๘ ๒๖๗ ๕๖๘ ๔,๓๑๘
พ.ศ.ม.ค.ก.พ.มี.ค.เม.ย.พ.ค.มิ.ย.ก.ค.ส.ค.ต.ค.พ.ย.ธ.ค.รวม
๒๕๔๙ - ๕๘ ๕๔ ๑๐๗ ๑๖๙ ๑๑๑ ๔๗ - - - - ๕๔๖
๒๕๕๐ ๗๗ - ๒๓๘ - ๑๓๐ ๑๕๘ ๑๑๕ - - ๙๙ ๔๘ ๘๖๕
๒๕๕๑ - ๑๓๙ - ๑๔๐ ๑๔๒ ๑๒๓ ๗๔ - - ๙๐ ๑๓๖ ๘๔๔
๒๕๕๒ - ๙๑ ๙๔ ๑๕๒ ๑๖๐ ๑๔๔ ๗๕ ๑๗ ๑๐๘ - ๒๐๔ ๑,๐๔๕
๒๕๕๓ - ๑๘๒ - ๑๗๔ ๒๕๙ - ๑๔๕ - - ๗๘ ๑๘๐ ๑,๐๑๘

เกียรติประวัติที่เคยได้รับของวัดชลประทานรังสฤษดิ์

  • พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
  • พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นศูนย์ประสานงานอาสาสมัครคุมประพฤติ ของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนนทบุรี กระทรวงยุติธรรม
  • พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นศูนย์เอกลักษณ์วัฒนธรรมชุมชนจังหวัดนนทบุรี กระทรวงวัฒนธรรม
  • พ.ศ. ๒๕๕๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ยกวัดชลประทานรังสฤษดิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี   ตั้งแต่ วันที่ ๒๘ เดือน พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เป็นต้นไป

ลำดับเจ้าอาวาส

๑. พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) พ.ศ. ๒๕๐๓ – ๒๕๕๐

๒. พระธรรมวิมลโมลี (รุ่น ธีรปญฺโญ ป.ธ.๙) พ.ศ. ๒๕๕๑ – ๒๕๕๕


โปรดเกล้าฯวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกวัดชลประทานรังสฤษดิ์เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา

ตั้งแต่ วันที่ ๒๘ เดือน พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เป็นต้นไป


ลำดับเจ้าอาวาสพระอารามหลวง

๑. พระธรรมวิมลโมลี (รุ่น ธีรปญฺโญ ป.ธ.๙) พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๖

๒.พระมหาเจริญ สุทฺธิญาณเมธี (รักษาการเจ้าอาวาส) เมษายน พ.ศ.๒๕๕๖-ปจัจุบัน